คาสิโนออนไลน์


สมัครรับโบนัสคาสิโนออนไลน์

บาคาร่า

เว็บหวยออนไลน์

รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก เว็บหวยอันดับ1 รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก บ้านน็อคดาวน์, บ้านสำเร็จรูป รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก แทงบอล

รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก รับติดป้ายโฆษณา รับติดป้ายโฆษณา สล็อตรวมค่าย ตอกเสาเข็ม, ขายเสาเข็ม, ขายแผ่นพื้น, ปั้นจั่น, รับผลิตเสาเข็ม

รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก ไนโตรเจนเหลว รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก รับรีโนเวท รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก รับติดป้ายแบนเนอร์, ป้ายโฆษณาราคาถูก

AFสูงสุดในไทย

เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

สล็อตออนไลน์

เว็บสล็อต อันดับ1

1baccarat

สล็อต

สล็อตออนไลน์

ambbet

pgslot

slotxo

เว็บพนันอันดับ1

dreamgame

แทงบอลออนไลน์

สล็อต

บาคาร่าออนไลน์

บาคาร่าออนไลน์

sbobet

eb88w.com

ดาฟาเบท

รับโบนัส100%

เกมส์ออนไลน์

บาคาร่า

nigoal

สล็อตออนไลน์

หวย ฮานอย

เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

pg

pg slot

บาคาร่า

spinix99

เว็บตรง บริการรวดเร็วทันใจ ให้ราคาดีที่สุดในประเทศไทย FINNBET พาคุณฟินง่ายๆเเค่คลิ๊ก

แทงมวย ออนไลน์

เว็บเดิมพัน

บาคาร่า

บาคาร่า

พาโชคล็อตเตอรี่

คาสิโนออนไลน์

หวยออนไลน์

UFABET

UFABET

UFABET

เครดิตฟรีสล๊อต

หวยออนไลน์

คาสิโนออนไลน์เว็บตรง

สล็อตเว็บตรง ฝากถอนวอเล็ตไม่มีขั้นต่ำ true wallet

บาคาร่า

สล็อต

ผู้เขียน หัวข้อ: ภารกิจพาชาติฝ่าโควิด สร้างภูมิคุ้มกัน “ธุรกิจ-สังคม-ชุมชน”  (อ่าน 152 ครั้ง)

Cindy700

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 12456
    • ดูรายละเอียด

ต้องยอมรับว่างานสัมมนาเพื่อสังคมแห่งปีที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจครั้งนี้มีความแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ เพราะนอกจากจะเป็นการสัมมนาผ่านช่องทางออนไลน์หนึ่งแล้ว หากอีกหนึ่งยังเป็นการยกระดับหัวข้อในการสัมมนาทั่ว ๆ ไปด้วย

โดยไม่ได้มองเรื่องของความยั่งยืนแต่เพียงประการเดียว หากยังมองถึงการสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และชุมชนในระดับประเทศด้วย ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่งานสัมมนาครั้งนี้จึงอยู่ภายใต้ธีมหลักคือ “สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด” โดยมีหัวข้อย่อย ๆ เพื่อให้วิทยากรบรรยายในประเด็นต่าง ๆ

ยิ่งเฉพาะ “เจมส์ ทีก” ประธานบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่จะมาบรรยายในหัวข้อ “ธุรกิจ-สังคม สร้างภูมิคุ้มกัน ฝ่าภัยโควิด”

เดินหน้าส่งวัคซีนช่วยไทยสู้โควิด
เบื้องต้น “เจมส์ ทีก” กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทคือการทำให้คนทั่วโลกเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 มากที่สุด และการจะทำให้ได้แบบนั้นต้องมีซัพพลายเชนการผลิตกระจายไปทั่วโลก ซึ่งตอนนี้แอสตร้าเซนเนก้ามีโรงงานในความร่วมมือกว่า 25 แห่งทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่เลือกร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “SCG” และบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด

“แอสตร้าเซนเนก้ามุ่งมั่นในการผลิตวัคซีนเพื่อช่วยคนทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมากระจายส่งวัคซีนไปแล้วกว่า 1.3 พันล้านโดสใน 170 ประเทศ นับตั้งแต่ปี 2564 โดย 2 ใน 3 ของจำนวนวัคซีนดังกล่าวถูกส่งมอบให้กับกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ และกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าสร้างประโยชน์ในการป้องกันอาการเจ็บป่วยในระดับที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และลดสัดส่วนการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19”

เจมส์ ทีก
เจมส์ ทีก ประธานบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย แอสตร้าเซนเนก้ามีความกังวลและเป็นห่วงกับจำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมามีการหารือกับกรมควบคุมโรคมาโดยตลอดเกี่ยวกับผลกระทบจากการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 และแนวทางที่แอสตร้าเซนเนก้าจะสามารถช่วยสนับสนุนโครงการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้

ดังนั้น สิ่งที่แอสตร้าเซนเนก้าให้ความสำคัญ เหนือสิ่งอื่นใดในขณะนี้คือการทำให้ทุกคนในประเทศไทยได้รับวัคซีน การเร่งผลิตวัคซีนที่มีคุณภาพให้ได้จำนวนมากที่สุด การสื่อสารเรื่องวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ และการทำให้แน่ใจว่าซัพพลายเชนการผลิตในไทยก่อตั้งอย่างมีคุณภาพในระยะเวลาอันสั้น และสามารถผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ

“วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นชีววัตถุที่เริ่มต้นด้วยการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่เป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิต จึงมีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน จำนวนเซลล์ที่สามารถนำไปใช้เพื่อการผลิตวัคซีนในแต่ละรอบการผลิต มีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตระยะแรกจากศูนย์การผลิตวัคซีนแห่งใหม่”

“อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีข้อจำกัดมากมาย แต่แอสตร้าเซนเนก้าสามารถทำตามคำมั่นที่ให้ไว้มาตลอดสำหรับการส่งมอบวัคซีนให้ไทยตามที่รัฐบาลตกลงซื้อจำนวน 61 ล้านโดส เพื่อทยอยส่งมอบภายในปี 2564 เราสามารถส่งมอบครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2564 ตามคำมั่นที่ให้ไว้ จากนั้นทยอยส่งเดือนละ 3 ล้านโดส เพิ่มมาเป็น 5-6 ล้านโดส ขณะที่เดือนกันยายนนี้เราส่งมอบวัคซีนให้เพิ่มมากถึง 8 ล้านโดส โดยในปีนี้แอสตร้าเซนเนก้าจะส่งมอบวัคซีนให้ไทยรวมแล้วทั้งสิ้นจำนวน 24.6 ล้านโดส”

ผลิตยารักษาโรคกว่า 20 รายการ
“เจมส์ ทีก” กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นยังมีการตกลงกับรัฐบาลไทยและสยามไบโอไซเอนซ์ว่า แอสตร้าเซนเนก้าจะกระจายวัคซีนไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคด้วย โดยในไทยจะได้สัดส่วนวัคซีน 30% ของจำนวนวัคซีนที่ผลิตได้ ที่เหลือจะส่งไปให้ประเทศเพื่อนบ้านเพราะโควิด-19 เป็นวิกฤตระดับโลกที่ไม่สามารถต่อสู้ได้เพียงลำพัง แต่ต้องพาประเทศโดยรอบให้ปลอดภัยด้วยเช่นกัน

ตรงนี้ถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจของประเทศไทยในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยประเทศเพื่อนบ้าน ล่าสุดแอสตร้าเซนเนก้าและรัฐบาลไทยร่วมลงนามในสัญญาการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพิ่มอีก 60 ล้านโดสในวันที่ 29 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา เพื่อทยอยส่งมอบภายในไตรมาส 3 ของปี 2565

“สำหรับประเด็นเรื่องคุณภาพของวัคซีน ต้องบอกว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นคุณภาพเดียวกันทั่วโลก ฐานการผลิตทั้งหมด 25 แห่งอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และการผลิตวัคซีนออกมาต้องมีการทำตามขั้นตอนเอกสารสำคัญมากมายกว่า 60 ชุด จำนวนกว่า 1,000 หน้าที่ต้องรีวิว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อความล่าช้า แต่ต้องยอมรับว่าขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ไม่สามารถละเลยได้ และบริษัททำตามอย่างเข้มงวด ทั้งนี้ ตอนนี้วัคซีนของเราที่ผลิตในไทยผ่านการรับรองจากประเทศออสเตรเลียแล้ว และกำลังดำเนินการให้ผ่านการรับรองจาก WHO ด้วย”


“ผมต้องบอกว่าแอสตร้าเซนเนก้าไม่ได้ใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะบริษัทเข้ามาดำเนินงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2526 โดยมีฐานอยู่ที่สหราชอาณาจักร ทั้งยังมีสำนักงาน 26 แห่งใน 16 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 76,000 คนทั่วโลก รวม 270 คน ในประเทศไทยด้วย”

“และนอกจากการผลิตวัคซีนโควิด-19 เรายังเป็นผู้นำการป้องกันและรักษากลุ่มโรค NCDs (กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ที่กำลังคุกคามทั่วโลกมายาวนาน และพยายามพัฒนายาที่มีประสิทธิภาพ และราคาจับต้องได้มาโดยตลอด ปัจจุบันแอสตร้าเซนเนก้า ประเทศไทยจำหน่ายยามากกว่า 20 รายการ เพื่อรักษาโรคต่าง ๆ เช่น มะเร็งทรวงอก, มะเร็งปอด, โรคเบาหวาน และโรคหอบหืด เป็นต้น”

CSR เพื่อสุขภาพ 6 มิติ
นอกจากการผลิตยาที่มีคุณภาพแอสตร้าเซนเนก้ายังให้ความสำคัญกับการทำโครงการเพื่อสังคมต่อเนื่อง โดยมี 6 โครงการหลัก ๆ ดังนี้

หนึ่ง Healthy Lung สนับสนุนการเข้าถึงการวินิจฉัยโรค และการรักษาโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด

สอง The Lung Ambition Alliance ยกระดับการรักษาโรคมะเร็งปอด พร้อมส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สาม Young Health Programme โครงการปลูกฝังองค์ความรู้ การดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และปัญหาสุขภาพให้กับเยาวชน

สี่ New Normal Same Cancer สร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ต่อการรักษาโรคมะเร็ง และส่งเสริมให้ผู้ป่วยรับการวินิจฉัยและรักษา

ห้า Early CKD Screening สร้างการตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคไตเรื้อรังที่เกิดจากโรคเบาหวาน และสนับสนุนการตรวจคัดกรอง

หก AZPAP-Patient Affordability Programme ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและการสนับสนุนการเข้าถึงนวัตกรรมยาให้ผู้ป่วยในไทย

ฝัง DNA ยั่งยืนให้คน ปตท.
ขณะที่ “อรรถพล” มองเรื่องนี้ในประเด็นที่สอดรับกันว่า ปตท.ยึดตามแนวทางการบริหารที่ยั่งยืนเป็นสำคัญด้วยการนำ ESG (environmental, social and governance) หรือดำเนินธุรกิจที่ต้องคำนึงถึงสังคม สิ่งแวดล้อม และมีธรรมาภิบาล รวมถึงแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาใช้ควบคู่กัน

สำหรับการจัดการยั่งยืนนั้น ปตท.เรียกว่า PTT SUSTAINERGY DNA ต้องการให้คำว่ายั่งยืนฝังอยู่ใน DNA คนของ ปตท.ทุกคน เราใช้คำว่าเราต้องเลิศ โลกเราต้องรัก สังคมไทยต้องอุ้มชูเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจของ ปตท.ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่ยังหมายความรวมถึงสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต้องสร้างจุดสมดุลให้ทุกส่วนเดินหน้าไปพร้อมกัน


อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ 
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
จากกรณีการระบาดของโควิด-19 ทำให้ ปตท.นำศักยภาพขององค์กรที่มีอยู่เข้ามาช่วยดูแลสังคมไทย โดยใช้ทั้งทรัพยากรบุคคล องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และงบประมาณมาช่วยสังคมในช่วงโควิด-19 ระบาด ทั้งนั้น เพราะระหว่างปี 2562-2563 ถือว่า ปตท.ได้รับผลกระทบแบบ double effect เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี แน่นอนว่าจะส่งผลต่อราคาน้ำมันที่ลดลงตามไปด้วย ที่สำคัญยังสะท้อนถึงผลประกอบการที่อาจจะไม่ค่อยดีด้วย

ดังนั้น พอเกิดการระบาดของโควิด-19 ตอนนั้น ปตท.ตั้ง “PTT Group Vital Center” เพื่อใช้เป็น war room โดยรวมทุกบริษัทในเครือ ปตท.ไว้ที่นี่ เพื่อเข้ามาเป็นองค์ประกอบและร่วมมือกันแก้ไขสถานการณ์ด้วยการวางกลยุทธ์ที่เรียกว่า 4R อันประกอบด้วย

หนึ่ง resilience องค์กรมีความยืดหยุ่น เผชิญปัญหาเฉพาะหน้าได้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพ, ลดต้นทุน, จัดหาสภาพคล่องเข้ามาให้องค์กร โดยขณะนั้นมีการออกหุ้นกู้ทั้งหมดในเครือ ปตท.รวม 100,000 ล้านบาท เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เพื่อต้องการเสริมความพร้อมให้กับธุรกิจในทุกวิกฤตให้ได้

สอง restart เตรียมความพร้อมที่จะนำองค์กรกลับมาสู่ภาวะปกติให้ได้ รวมไปจนถึง supply chain ของ ปตท.ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้คู่ค้าต่าง ๆ สามารถเดินไปข้างหน้าพร้อมกับ ปตท.ได้ เพราะเมื่อสภาวะปกติกลับมา คู่ค้ากลับมาทำธุรกิจกับ ปตท.ต่อได้ ส่วนการดูแลพนักงานนั้น ปตท.จัดตั้ง “ศูนย์พลังใจ” ที่ใช้เป็นศูนย์กลางดูแลและให้ความรู้กับพนักงาน รับเรื่องความเดือดร้อนของพนักงาน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือ

สาม reimagination ปตท.ต้องจินตนาการอนาคตใหม่ว่าหลังจากโควิด-19 หรือใด ๆ ก็ตามที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคตข้างหน้าว่า “new normal” จะเป็นอย่างไร และที่สำคัญจะต้องปรับตัวอย่างไร

สี่ reform เมื่อ ปตท.ประเมินสรุปแล้วว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรับองค์กร ปตท. การปรับโครงสร้างองค์กร เพิ่มทักษะ ความสามารถของพนักงานของ ปตท.

“เมื่อ ปตท.เข้มแข็งแล้วเราจึงออกมาช่วยเหลือสังคมต่อได้ ซึ่งในกลุ่ม ปตท.นำนวัตกรรมของกลุ่มมาช่วยเหลือ อย่างเช่น การผลิตแอลกอฮอล์ และหน้ากาก ด้วยการนำแอลกอฮอล์ที่เดิมเป็นเอทานอลผสมกับน้ำมันเบนซินมาปรับโรงงานคู่ค้าของ ปตท.เพื่อให้สามารถผลิตแอลกอฮอล์อีกเกรดขึ้นมาแจกจ่ายกับประชาชนเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 และบริจาคให้โรงพยาบาลระดับตำบลกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ”

ระดมสรรพกำลังกู้วิกฤต
“อรรถพล” อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า การช่วยเหลือสังคมในช่วงโควิด-19 ปตท.ยังช่วยออกแบบห้องความดันลบ ผลิตชุดกาวน์ที่มีต้นทางมาจากโรงงานปิโตรเคมีในกลุ่ม ปตท. เช่น บริษัท พีทีที โกล. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่ได้มาจากปิโตรเคมีเพื่อแจกให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ทั้งยังช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ เรายังช่วยภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ 25,000 คน ที่ไม่มีตำแหน่งงานรองรับอีกด้วย

“ไม่เพียงเท่านั้นเรายังกระตุ้นให้พนักงานออกไปเที่ยวแบบช่วยค่าใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการลมหายใจเดียวกัน ปตท.ให้การสนับสนุนเครื่องช่วยหัวใจ 300 แห่ง เครื่องให้ออกซิเจนและอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ รวมถึงความร่วมมือกับ กทม.เพื่อทำโรงพยาบาลสนาม ตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนเชิงรุก ตั้งโรงพยาบาลสนาม และนำเข้ายาฟาวิพิราเวียร์ พร้อมทั้งใช้อาคารที่ยังไม่ได้ใช้งาน ซึ่งซื้อจากการบินไทย จนกลายเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลสนามแบบครบวงจร ที่มีห้อง ICU รองรับผู้ป่วยอาการหนักมากที่สุดในประเทศถึง 120 ห้อง”

“ตรงนี้ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางธุรกิจมาใช้บริหารจัดการ อยากให้ศูนย์นี้ยังคงอยู่เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเรามีระบบสาธารณูปโภคที่ถูกต้องให้การยอมรับ และเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องโควิด เพราะเรามีระบบสาธารณสุขรองรับ”

วิสัยทัศน์พา ปตท.รุกธุรกิจใหม่
แม้ว่าธุรกิจจะชะลอตัวจากการระบาดของโควิด-19 แต่ไม่ได้ส่งผลให้ ปตท.หยุดพัฒนา หรือหยุดการลงทุน “อรรถพล” ระบุเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากในปัจจุบันธุรกิจพลังงานมีความผันผวนสูง และกำลังจะมีพลังงานใหม่ ๆ ที่เข้ามาในตลาด อย่างเช่น ไฟฟ้า ที่ถือว่าเป็นพลังงานสะอาดเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมัน”

“ฉะนั้น เท่ากับว่าธุรกิจพลังงานจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกมาก เหตุผลสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้มาจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่รวดเร็ว เมื่อมองเห็นแนวโน้มธุรกิจพลังงานจะมุ่งไปตามแนวทางนี้ ปตท.จึงต้องปรับตัวพร้อมกับประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ที่ว่า “powering life with future energy and beyond”

“อรรถพล” ขยายความเพิ่มถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าวว่า “powering life” ถือเป็นวัตถุประสงค์ขององค์กร สะท้อนความเป็น ปตท.ว่าจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไร ? คำตอบคือเพื่อเป็นกำลังขับเคลื่อนที่ครอบคลุมทุกชีวิต ชุมชน สังคม รวมถึงสังคมโลกด้วย

ตามมาด้วยอนาคตพลังงาน จะเริ่มเห็นว่าการใช้น้ำมันและถ่านหินจะลดลงแน่นอน จากความตระหนกด้านปัญหา และคำว่า beyond คือการเริ่มออกไปทำธุรกิจที่นอกเหนือจากพลังงานมากขึ้น อย่างเช่น ธุรกิจยา, อุปกรณ์ทางการแพทย์, อาหารเสริม และรถยนต์ EV เป็นต้น

ในช่วงท้าย “อรรถพล” ในฐานะ CEO ของ ปตท.กล่าวถึงการลงทุนของ ปตท.ต่อจากนี้อีก 5 ปี ตอนนี้มีการคาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนด้านพลังงานเกิดขึ้นประมาณ 860,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเตรียมเงินเพื่อสำหรับการลงทุนในกิจการอื่น ๆ อีกกว่า 700,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท ที่ไม่ได้มองเพียงแง่ผลประกอบการทางธุรกิจเท่านั้น แต่ ปตท.ต้องการเป็นอีกฟันเฟืองที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกับวางเป้าหมายว่าในปี 2030 ธุรกิจใหม่ ๆ ของ ปตท.จะทำรายได้เพิ่มกว่า 30% โดยการทำธุรกิจจะยึดถือความสำคัญที่ว่าผู้บริโภคทำให้ธุรกิจของ ปตท.เดินหน้าได้ ฉะนั้น การทำธุรกิจจะเดินอย่างคู่ขนานไปพร้อม ๆ กับการช่วยเหลือสังคมต่อไป

ขวัญของเรียม

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 134
    • ดูรายละเอียด

ufabet
สมัครแทงบอล กับเว็บพนันบอล ufabet เว็บพนัน ที่ดีที่สุด ครบเครื่องเรื่องการพนันออนไลน์ต้องยกให้ ufabet ซึ่งมีทั้งยังคาสิโนสด บาคาร่า รวมทั้งพนันกีฬาชนิดต่างๆโดยอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกด้วยช่องทางการติดต่อมากมาย มีโปรโมชั่นให้ได้ลุ้นบ้าง ที่สำคัญเป็นเว็บพนันออนไลน์ที่ให้ความใส่ใจกับระบบความปลอดภัยสำหรับการทำธุรกรรมด้านการเงินเป็นอย่างยิ่ง ufabet auto โดยสมาชิกจะต้องแชทสดหรือแจ้งที่หน้าเพจครั้งใดก็ตามมีการฝากถอนเงินด้วย สามารถสอบถามพวกเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง ufabet auto


wodiman

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 34939
    • ดูรายละเอียด

 

ธงชายหาด

รับติดแบนเนอร์เว็บบอล, รับทำseoเว็บบอล